เอาเทคนิคการวัดแสงมาฝากกันจ้าอ่านแล้ววัดแสงแม่นๆใช้ได้จริงๆ หมวด » ช่างภาพ » คุยกับช่างภาพ » เอาเทคนิคการวัดแสงมาฝากกันจ้าอ่านแล้ววัดแสงแม่นๆใช้ได้จริงๆ

การวัดแสง (Light Metering) ก่อนอื่นต้องขออภัยทุกคนครับ ที่ผมไม่ได้ทำเนื้อหาเรียงลำดับตามที่เคยคิดไว้
ในเรื่องของการวัดแสงนั้น ไม่ยากเลยครับ แต่มันมีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ 2-3 เรื่อง ซึ่งถ้าตั้งใจอ่านก็สามารถเข้าใจได้
ผมมีความตั้งใจมากที่จะเขียนเรื่อง "การวัดแสง" ให้ผู้อ่านได้เข้าใจ ฉะนั้น ผมขอให้ตั้งใจอ่านทุกคำที่ผมเขียนน่ะครับ อย่าดูแต่รูป หรืออ่านแบบผ่านๆ

เนื่องจาก ในช่วงนี้ผมเล็งเห็นว่า มีคำถามอย่างต่อเนื่องว่า "การวัดแสง" นั้นคืออะไรและทำอย่างไร(ไปเห็นมาจากเว็บอื่น)ซึ่งก็มีผู้มาตอบอย่างต่อ เนื่องเช่นกัน ผมก็เข้าไปอ่านอยู่บ่อยๆ แต่ผมคิดว่าคำตอบทั้งหลายนั้น ยังไม่มีคำตอบไหนตรงจุดซักคำตอบเดียว ทำให้ผู้ที่มาถามนั้น ได้คำตอบที่ไม่ชัดเจน และอาจตีความหมายผิด จนในที่สุดก็ไม่เข้าใจเรื่องการวัดแสงอยู่ดี ผมเลยทำข้อมูลเรื่อง "การวัดแสง" ขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อให้คนที่ได้เข้ามาอ่าน ได้เข้าใจอย่างถูกต้องเสียที ขอออกตัวอีกนิดว่า ข้อมูลชุดนี้อาจไม่ถูกต้อง 100% แต่ผมรับรองได้ว่าถูกต้องมากกว่า 90% แน่นอน

เรื่องของการวัดแสงนั้นจริงๆ แล้วง่ายมากๆ ครับ
คำถาม : ทำไมจึงคิดว่า "การวัดแสง" เป็นเรื่องง่าย
คำตอบ : เพราะทุกครั้งที่คุณจะถ่ายรูป(ด้วยกล้องดิจิตอล) กล้องมันวัดแสงให้เรียบร้อยแล้วครับ

ในสมัยที่กล้องยังเป็นกล้องฟิมล์นั้น คนถ่ายต้องวัดแสงเองครับ แต่สมัยนี้ โลกก้าวเข้ามาสู่ยุคดิจิตอลแล้ว เรื่องของการวัดแสงนั้นกล้องมันเลยจัดการให้แล้วครับ

ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพคร่าวๆ ก่อนน่ะครับ เช่นกล้อง Compact ทั้งหลายนั้นโดยปกติแล้ว
มันจะวัดแสงแล้วล็อคค่าแสงทันทีเมื่อคุณกดชัตเตอร์ลงครึ่งนึงหรือเรียกว่า "การโฟกัส" นั่นเอง
พอคุณโฟกัสแล้ว ไม่ว่าคุณจะแพนกล้องอย่างไร ค่าแสงจะไม่เปลี่ยนแล้ว เพราะกล้อง Compact จะโฟกัสและล็อคค่าแสงไปในตัวเสร็จสรรพ
แล้วก็ถ่ายโดยการกดชัตเตอร์จนจมตามปกติ

*** นั่นหมายความว่า คุณโฟกัสที่อะไร กล้อง Compact ก็จะวัดและล็อคแสงที่ตรงนั้นทันที *** หลักการข้อนี้สำคัญมาก ต้องเข้าใจน่ะครับ ไม่งั้นไปต่อไม่ได้

การวัดแสง (Light Metering) #1

ที่นี้มาว่าในเรื่องของกล้อง DSLR กันบ้าง
กล้อง DSLR นั้นสามารถที่จะเลือก(ตั้งค่า)ได้ว่า เมื่อกดชัตเตอร์ลงครึ่งนึง กล้องจะ
- โฟกัสอย่างเดียว ไม่ล็อคค่าแสง (ในกรณีนี้ เราจะเป็นคนเลือกเองว่าจะให้กล้องวัดแสงที่ไหน เพราะเราอาจไม่เอาค่าแสงที่จุดเดียวกับจุดที่เราโฟกัสก็ได้)
- ทั้งโฟกัสและล็อคค่าแสงทันที
*** อย่าลืมที่ผมบอกว่า กล้องดิจิตอลมันวัดแสงตลอดเวลาครับ ฉะนั้นเรามีหน้าที่แค่ "เลือกจุดที่จะให้กล้องวัดแสง" กับ "ล็อคค่าแสง" เท่านั้น ***
ปล. ผมเข้าใจว่ากล้อง Compact ก็น่าทำได้แต่ผมไม่เคยเล่นกล้อง Compact อย่างจริงจัง เลยไม่กล้าฟันธงครับ

 

 การวัดแสง (Light Metering) #2

 

ทีนี้เรามาดูกันว่าวิธีการของการวัดแสงนั้น กล้องมันทำอย่างไร
หลักการก็ง่ายมากครับ เราเล็งจุดโฟกัสไปที่อะไร กล้องมันก็จะวัดแสงตรงนั้น

จากรูปตัวอย่าง ผมจะให้แสงพอดีที่ "ตัวปราสาท" ก็ทำดังนี้ครับ
1. เอาจุดโฟกัสไปเล็งที่ตัวประสาท กดชัตเตอร์ลงครึ่งนึงให้กล้องมันโฟกัส แล้วปล่อยชัตเตอร์
2. จากนั้นก็ล็อคค่าแสง(กดปุ่ม AE-L, ของฝั่ง Canon รู้สึกจะเป็นปุ๋ม *)
3. โฟกัสอีกที(กดชัตเตอร์ลงครึ่งนึง)
4. จัด Composition ใหม่ตามต้องการ
5. ถ่าย(กดชัตเตอร์จนจม)

กรรมวิธีมันก็เท่านี้เองครับ อาจดูเหมือนวุ่นวาย แต่ง่ายมากๆ กระบวนการทั้งหมดนั้น เมื่อทำจนชินก็จะใช้เวลาแค่ 2-3 วินาทีเองครับ

 

 

 

การวัดแสง (Light Metering) #3

แต่การวัดแสงนั้น กล้องมันก็มีระบบมาให้เลือกครับ

ของ Nikon มี 3 แบบคือ
- 3D Matrix Metering แบบเฉลี่ยทั้งภาพ จะวัดความสว่างของสิ่งที่จะถ่ายรวมกัน ซึ่งอาจจะมีบางส่วนมืดบางส่วนสว่าง แล้วนำค่าความสว่างทั้งหมดมาคำนวณรวมกัน
- Center-Weighted Metering แบบเฉลี่ยหนักกลางภาพ เน้นในส่วนกลางภาพประมาณ 75% เฉลี่ยส่วนรอบๆ อีกประมาณ 25%
- Spot Metering แบบเฉพาะจุด จะวัดแสงเฉพาะในกรอบพื้นที่โฟกัสที่เลือกไว้ 100% โดยไม่เฉลี่ยพื้นที่รอบๆ เลย

ส่วนของ Canon นั้น มี 4 แบบคือ
- Evaluative metering แบบเฉลี่ยทั้งภาพ เหมือนระบบ Matrix ของ Nikon
- Partial metering แบบเฉลี่ยเฉพาะส่วน (ประมาณ 9% ของจุดศูนย์กลางช่องมองภาพ)
- Spot metering แบบเฉพาะจุด (ประมาณ 4% ของจุดศูนย์กลางช่องมองภาพ)
- Center-weighted average metering แบบเฉลี่ยน้ำหนักกลางภาพ

 

 

การวัดแสง (Light Metering) #4

ระบบวัดแสงที่เราเลือกนั้น เป็นเพียงการสั่งกล้องว่าให้หาค่าแสงที่เหมาะสมโดยใช้ระบบอะไร เพราะในการถ่ายรูปนั้น สิ่งแวดล้อมและสภาพบรรยากาศของแต่ล่ะที่ย่อมไม่เหมือนกัน เราจึงเลือกระบบวัดแสงที่เหมาะสมให้กล้องสามารถคำนวณและให้ผลลัพธ์ได้ตรง ความต้องการมากที่สุด

แต่ๆ... ไม่ว่าคุณจะเลือกระบบวัดแสงแบบไหน สิ่งที่กล้องมันจะตอบสนองกลับมา ก็คือการเปลี่ยนค่า "Speed Shutter" กับ "ขนาดรูรับแสงเท่านั้น"

*** ทีนี้เพื่อให้เราสามารถวัดแสงได้ถูกต้องและรวดเร็วนั้น ก็ต้องเข้าใจการทำงานของกล้องบ้าง มาถึงตรงนี้ขอให้อ่านด้วยการมีสมาธิน่ะครับ หากอ่านแบบตั้งใจ อ่านรอบเดียวก็สามารถเข้าใจได้ และจะเกิดประโยชน์ต่อตัวผู้อ่านเอง หากท่านไม่สนใจที่จะอ่านอย่างตั้งใจ ก็แล้วแต่ท่านครับ ***

ส่วนการเลือกระบบวัดแสงแบบไหนให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมอย่างไรนั้น เดี๋ยวผมค่อยอธิบายอีกทีครับ(เราพักเรื่องนี้ไว้ก่อน)

การวัดแสง (Light Metering) #5

สิ่งที่กล้องจะต้องใช้ในการสร้างรูปนั้นประกอบด้วย 4 อย่างครับ
1. ทางยาวโฟกัส (L)
2. ขนาดรูรับแสง (F)
3. Speed Shutter (S)
4. ISO (ถ้าเป็นยุคกล้องฟิมล์ ผมคงไม่รวม ISO เข้ามาด้วยเพราะมันอยู่ที่ฟิมล์ ไม่เกี่ยวกับกล้อง แต่ปัจจุบัน ISO มันอยู่ในกล้องแล้วครับ เลยต้องนับด้วย)

หากเกิดคำถามว่า : แล้ว White Balance กับ Picture Style หล่ะ
ตอบ : White Balance กับ Picture Style เป็นระบบการจัดการเรื่องสีครับ ไม่เกี่ยวกับการเกิดภาพ

ฉะนั้นสิ่งที่กล้องต้องใช้ในการสร้างรูปคือ 4 ข้อดังกล่าวครับ
หากเขียนสมการของการเกิดรูป คงเขียนได้ประมาณนี้ครับ
รูปจากกล้อง = L & S & F & ISO (& หมายถึง "สัมพันธ์" แต่มันจะสัมพันธ์กันยังไงก็ช่างมัน เรารู้แค่ว่าเราปรับอะไร แล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็พอครับ)
หากเปลี่ยนค่าใดค่าหนึ่งรูปที่ได้ก็จะเปลี่ยนไป

แต่เรื่องของการวัดแสงนั้น จะมีแค่ 2 ค่าเท่านั้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ S กับ F
หากเขียนสมการ "แสงที่พอดี" คงเขียนได้ประมาณนี้ครับ
แสงที่พอดี = S & F (& หมายถึง "สัมพันธ์")
ปล. แสงที่พอดีนั้น กล้องมันคำนวณให้ครับว่าต้องเป็นเท่าไหร่ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ว่ากล้องมันทำยังไง

ทีนี้มาดูตัวอย่างกันบ้าง
เวลาผมถ่ายรูป ผมมักจะใช้โหมด A เสมอ(เลือกขนาดรูรับแสงเอง)แต่ S กล้องมันจะคำนวณให้ว่าต้องใช้ S เท่าไหร่ เช่น
ผมตั้ง F ที่ 3.5
แสงที่พอดี กล้องมันมีค่าอยู่แล้วขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม สมมติว่า แสงที่พอดีในขณะนั้นสามารถระบุค่าได้ และระบุค่าเท่ากับ 10
ฉะนั้น กล้องมันก็สามารถจะคำนวณได้ว่า ต้องใช้ S เท่าไหร่

เมื่อแทนค่าในสมการก็ย่อมได้ค่าเป็นแบบนี้
10 = 3.5 & S (มันจะสัมพันธ์ด้วยวิธีไหนก็ช่างมันครับ เอาเป็นว่าเมื่อกล้องมันรู้ค่า F กล้องมันก็จะหาค่า S ได้เสมอ)

ในทางกลับกัน ถ้าเราถ่ายรูปด้วยโหมด S ซึ่งในที่นี้ก็คือ เราระบุค่า Speed Shutter เอง กล้องมันก็สามารถคำนวณได้ว่าต้องใช้ F ที่เท่าไหร่ จึงจะได้ภาพที่ค่าแสงพอดี
มาดูโหมด M กันอีกที หากใครใช้โหมดนี้ก็ต้องเลือกทั้ง F และ S เอง แต่กล้องมันก็จะมี Scale ค่าแสงแจ้งอยู่ว่าพอดีแล้วยัง หากยังไม่พอดี เราก็ต้องปรับค่าใดค่าหนึ่งหรือทั้งสองค่า ให้ค่าแสงพอดีก่อน จึงจะได้รูปที่ถูกต้อง

ส่วน ISO นั้นเป็นทางเลือกครับ เช่น ในสภาพแสงน้อย Speed Shutter ไม่พอก็เอา ISO มาช่วย ซึ่งทุกคนคงเข้าใจเรื่อง ISO อยู่แล้ว คงไม่ต้องอธิบายกันมาก
การวัดแสง (Light Metering) #6

ทีนี้ก็มาถึง Point มันแล้วครับ อย่างที่ผมว่า
ค่าแสงที่พอดีนั้น กล้องมันรู้ครับ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น
หากเราระบุ F ไปให้ กล้องมันก็สามารถคำนวณได้ว่า ต้องใช้ S เท่าไหร่ ในทางกลับกัน
หากเราระบุ S ไปให้ กล้องมันก็สามารถคำนวณได้ว่า ต้องใช้ F เท่าไหร่

ดังที่ผมบอกว่า ค่าแสงที่พอดีนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมซึ่งกล้องไม่รู้ว่าสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร แต่เรารู้ครับ ฉะนั้นเราก็สามารถเลือกระบบวัดแสงให้กับกล้องได้ เพื่อให้กล้องสามารถคำนวณค่าแสงได้แม่นยำมากขึ้น เช่นในสภาพแสงแบบนั้นเราควรใช้ระบบวัดแสงแบบนี้ แต่ๆ...

แต่อีกแล้วครับ
ไม่ว่าเราจะเลือกระบบวัดแสงแบบไหน สิ่งที่กล้องมันจะไปปรับก็มีแค่ 2 ค่าเหมือนเดิมครับ คือ F กับ S เท่านั้น เช่น
สมมติว่า ผมถ่ายรูปวิวรูปหนึ่ง โดยใช้ระบบวัดแสงแบบ Matrix ผมตั้งค่า F ไว้ที่ 3.5 แล้วกล้องมันเลือก S ให้ที่ 1/50 Sec ต่อจากนั้นผมลองเปลี่ยนระบบวัดแสงเป็น Center-Weighted ตั้งค่า F ไว้ที่ 3.5 เหมือนเดิม แล้วกล้องมันอาจเลือก S ให้ที่ 1/60 Sec แทน

สรุปก็คือไม่ว่าเราจะเลือกระบบวัดแสงแบบไหน กล้องมันก็ปรับแค่ F กับ S นี่แหละครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะระบุค่าไหนไว้

ฉะนั้น ระบบวัดแสงแบบต่างๆ ก็มีไว้เพื่อบอกให้กล้องมันสามารถคำนวณค่าแสงที่เหมาะสมได้ถูกต้องมากขึ้น เท่านั้นครับ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

การวัดแสง (Light Metering) #7

ทีนี้มาดูตัวอย่างของจริงกันบ้าง ผมเอารูปนี้เป็นตัวอย่าง ถึงรูปจะไม่สวย แต่รูปนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากครับ เพราะในรูปเดียวมีสภาพแสงครบทั้ง 3 แบบ คือส่วนที่อยู่ในเงา, ส่วนที่โดนแสงบางส่วน, กับส่วนที่โดนแสงเต็มๆ

การวัดแสง (Light Metering) #8

ผมแบ่งรูปนี้ออกเป็น 3 Zone คร่าวๆ คือ
Zone 1 คือ Zone ที่โดนแสงมากที่สุด
Zone 2 คือ Zone ที่โดนแสงบางส่วน โดนเงาบางส่วน
Zone 3 คือ Zone ที่โดนเงาทั้งหมด

ฉะนั้น หากเราลองวัดแสงตามจุดต่างๆ ในรูปนี้ ค่าแสงที่วัดได้ย่อมไม่เท่ากันแน่นอน

ผมจะทำการทดสอบด้วยการถ่าย 3 รูป
วัดแสงที่ "สัญลักษณ์โฟกัส" 1 จุดต่อ 1 รูป โดย
ผมตั้งโหมด A ในการถ่าย ตั้งรูรับแสงที่ F4 ตั้ง ISO200 วัดแสงแบบ Center-Weighted เหมือนกันทั้ง 3 รูป
ส่วนค่า Speed Shutter นั้น กล้องเลือกให้ครับ

วิธีการถ่ายคือ
1. เล็งจุดโฟกัสไปที่ "สัญลักษณ์โฟกัส ที่ผมทำเครื่องหมายไว้" แล้วล็อคค่าแสง
2. โฟกัสที่ฝาปิดเลนส์
3. จัด Composition
4. ถ่าย

ถ่ายแบบนี้ทั้ง 3 Zone

การวัดแสง (Light Metering) #9

เริ่มต้นที่ Zone 1
ผมวัดแสงที่ถนนบริเวณที่ผมทำสัญลักษณ์จุดโฟกัสไว้ ซึ่งเป็นจุดที่โดนแสงมาก
ปล. อย่าลืมว่าวัดแสงที่ไหน ก็แสดงว่าต้องการให้แสงจุดนั้นพอดี

กล้องเลือก Speed Shutter ให้ที่ 1/250 Sec
ภาพที่ได้คือส่วนที่เป็นถนนหรือ Zone 1 สว่างพอดี ฉะนั้นบริเวณ Zone 2 ก็ต้อง Under นิดนึงแล้ว Zone 3 ก็ต้อง Under มากเป็นธรรมดา

การวัดแสง (Light Metering) #10

Zone 2 วัดแสงที่บริเวณสนามหญ้า
กล้องเลือก Speed Shutter ให้ที่ 1/125 Sec
ภาพที่ได้คือบริเวณสนามหญ้า หรือ Zone 2 สว่างพอดี ฉะนั้น Zone 1 แสงย่อม Over นิดนึงและ Zone 3 แสงย่อม Under นิดนึง

การวัดแสง (Light Metering) #11

Zone 3 วัดแสงที่ฝาปิดเลนส์
กล้องเลือก Speed Shutter ให้ที่ 1/40 Sec
ภาพที่ได้คือบริเวณโต๊ะที่ฝาปิดเลนส์วางอยู่ หรือ Zone 3 สว่างพอดี ฉะนั้นแสง Zone 1 ก็ย่อม Over มากและแสง Zone 2 ก็ต้อง Over นิดนึง

การวัดแสง (Light Metering) #12

อ่านมาถึงตรงนี้ ยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรครับ แต่คงได้รู้จัก "กล้อง" และ "การวัดแสง" แบบคร่าวๆ แล้ว

ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญที่สุดของเรื่องนี้
คำถาม : ทำไมต้องมีการวัดแสง
คำตอบ : เพราะกล้องถ่ายรูปไม่สามารถถ่ายทอดรูป ให้เหมือนที่ดวงตามนุษย์เห็นได้ การวัดแสงจึงเป็นการบอกให้กล้องทำงาน ให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับสิ่งที่มนุษย์เห็นมากที่สุด

ดวงตามนุษย์นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถรับภาพได้ดีที่สุดแล้วครับ เพราะ
- ในมุมหนึ่งๆ ที่สภาพแสงต่างกันมาก สายตามนุษย์สามารถรับภาพนั้นๆ ได้โดยเห็นรายละเอียดทุกจุดชัดเจนทั้งหมด
- ไม่ว่าคุณจะมองใกล้ หรือไกล ดวงตามนุษย์สามารถโฟกัสได้ทันที เรียกได้ว่ามองอะไร ตรงไหน ก็ชัดตลอด ไม่เหมือนกล้องครับ เพราะเราต้องเป็นคนบอกทุกอย่าง มันจึงจะสามารถทำงานได้ แต่ยังไงก็สู้ดวงตามนุษย์ไม่ได้อยู่ดี

การวัดแสง (Light Metering) #13

หลังจาก
วัดแสง --> ล็อคค่าแสง --> โฟกัส --> จัด Compositon --> ถ่าย
เสร็จแล้วนั้น เราสามารถเห็นผลลัพธ์จากการถ่ายได้ทันที ฉะนั้นหากรูปสว่าง-มืดไป หรือยังไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ ขั้นตอนต่อมาก็คือการชดเชยแสงครับ เรียกว่าการชดเชยค่า "EV"

การชดเชยแสงคือะไร ทำอย่างไร เดี๋ยวผมจะมาพูดต่ออีกที แต่ตอนนี้ ผมอยากให้เข้าใจเรื่องการวัดแสงมากกว่านี้อีกซักนิด

การวัดแสง (Light Metering) #14

ทีนี้เรามาดูตัวอย่างเป็น กรณีๆ ไป
ปล. รูปที่จะเอามาให้ดูต่อไปนี้ บางรูปอาจมีการชดเชยค่าแสงไปแล้ว เพื่อให้ได้รูปอย่างที่ต้องการ แต่หลักการวัดแสงก็เหมือนกันทุกรูปครับ ในที่นี้จึงอย่าเพิ่งคิดเรื่องการชดเชยค่าแสงน่ะครับ เพราะถึงแม้จะไม่ชดเชยค่าแสง ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ต่างกันมาก ซึ่งเดี๋ยวจะบอกอีกทีว่า "การชดเชยแสง" มันเป็นยังไง

มาดูที่รูปนี้กันก่อนครับ
รูปนี้ผมถือว่า "สิ่งที่อยู่ในรูป อยู่ภายใต้สภาพแสงเดียวกัน" ฉะนั้นเราวัดแสงที่ตรงไหนของตัวธงก็น่าจะได้ค่าแสงเดียวกัน เลยวัดแสงได้แทบทุกจุด ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนภาพที่เห็นครับ
ยกเว้น วัดแสงที่ท้องฟ้า ผลลัพธ์ที่ได้น่าจะได้รูป "Under" ครับ
ปล. ผมตั้งกล้องโหมด A วัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางทั้งหมดครับ ฉะนั้นการวัดแสงที่ว่าก็คือการให้กล้องเลือก "Speed Shutter" ให้นั่นเอง

การวัดแสง (Light Metering) #15

ทีนี้มาดูรูปที่มีความแตกต่างของแสงกันบ้าง
ที่ส้มดองบริเวณมุมซ้ายบน จะโดนแสงมาก
แต่ป้าที่ขายส้มดอง อยู่ภายในเงา
รูปแบบนี้เป็นรูปที่มีสภาพแสงแตกต่างกัน อยู่ในรูปเดียวกัน ฉะนั้นเราต้องเลือกครับว่าจะเอาอะไร
ในที่นี้ ผมต้องการจะถ่าย "ป้า" ผมจึงวัดแสงที่ป้า บริเวณส่วนของส้มดองก็ย่อมจะ Over เป็นธรรมดา

เหมือนอย่างที่ผมบอกไปแล้วว่ากล้องมันทำงานสู่ดวงตามนุษย์ไม่ได้ ในกรณีนี้จึงต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่ถ้าต้องการผลลัพธ์ให้เหมือนที่ตาเห็น ก็ต้อง "แต่งรูป" แล้วครับ

แต่ๆ.. ข้อด้อยของกล้องในข้อนี้ กลับสามารถนำมาใช้ประโยขน์ได้มากมายในเชิงศิลปะ จนผมมองว่ามันเป็นข้อดีเลยทีเดียว เดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดูอีกครับว่าทำไมผมจึงพูดเช่นนั้น

การวัดแสง (Light Metering) #16

ส่วนรูปนี้ ดูผิวเผิน เหมือนจะอยู่ภายใต้สภาพแสงเดียวกัน แต่บริเวณคนที่ขี่มอเตอร์ไซด์นั้นมีแสงส่องลงมา
ในที่นี้ผมก็วัดแสงที่ "คนขี่มอเตอร์ไซด์" แต่รูปนี้ผมชดเชยแสงบวกไป .7 ครับ เพื่อให้ได้รูปอย่างที่ต้องการ

การวัดแสง (Light Metering) #17

อย่างในรูปนี้ มีความต่างของแสงครับคือ
แสงโดนที่ ตัวเด็ก กับ แพพักด้านหลังและ
แสงน้อยมาที่บริเวณป่าด้านหลังทางซ้ายมือ

ผมก็วัดแสงที่เด็กแล้วถ่ายเลย ป่าด้านหลังจะมืดกว่าที่ตาเห็นก็ไม่เป็นไร ซึ่งผมถือว่าเป็นข้อดีด้วยซ้ำเพราะจะได้ไม่รบกวนสายตา หรือแย่งความสนใจไปจากจุดเด่น

การวัดแสง (Light Metering) #18

รูปนี้อยู่ภายใต้สภาพแสงเดียวกัน จะวัดแสงที่ตรงไหนของลำเรือก็ได้ครับ ไม่ต้องชดเชยแสง ก็จะได้ผลลัพธ์อย่างที่เห็นครับ

การวัดแสง (Light Metering) #19

รูปนี้ก็สภาพแสงต่างกันครับ
ที่ตัวปลามีแสง แต่ที่ปะการังโดนแสงน้อยมาก
ผมวัดแสงที่ตัวปลาให้พอดี ปะการังก็ต้องมืดเป็นธรรมดา แต่ก็ดีอีกแล้วครับ จะได้เป็นการขับให้ปลาดูเด่นยิ่งขึ้น

การวัดแสง (Light Metering) #20

รูปนี้ก็วัดแสงที่บริเวณใบหน้าของพระพุทธรูป แล้วถ่ายเลย ไม่ต้องชดเชยแสงครับ

มาถึงตรงนี้ก็คงพอจะเข้าใจเรื่อง "การวัดแสง" มากขึ้นแล้วน่ะครับ

การวัดแสง (Light Metering) #21

ทีนี้คงเกิดคำถามขึ้นในใจของใครหลายคนว่า "แล้วกรณีไหนที่ไม่วัดแสง ที่จุดเด่น"
ในกรณีประมาณนี้เลยครับ เช่นถ่ายดวงอาทิตย์ ถ้าคุณวัดแสงที่ดวงอาทิตย์ ภาพที่ได้คือ "ได้จุดขาวๆ ของดวงอาทิตย์มาอันนึง ที่เหลือดำปี๋" ไม่เชื่อลองดูครับ

แล้วทำไงหล่ะทีนี้?
เราก็วัดแสงที่อื่นแทนครับ เช่นวัดที่ท้องฟ้า ข้างๆ ดวงอาทิตย์นั่นแหละ ในกรณีแบบนี้โอกาสวัดแสงแล้วได้รูป Under หรือ Over สูงมากครับ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ โลกมาถึงยุคดิจิตอลแล้ว พอถ่ายเสร็จก็ดูผลลัพธ์เลย มันเพื้ยนไปทางไหนก็ใช้หลักการชดเชยแสงคืนเอา(เพราะเราล็อคค่าแสงไว้แล้ว) แต่ถ้าใครเลือกจุดที่วัดแสงแม่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องชดเชยแสงครับ ได้ผลลัพธ์อย่างที่ชอบเลย

อย่างรูปนี้ ผมก็วัดแสงที่ท้องฟ้าข้างๆ ดวงอาทิตย์ แต่โชคดีที่ได้ผลลัพธ์ที่ชอบเลย ไม่ต้องชดเชยแสงครับ

ขอบคุณที่มาของข้อมูลดีๆ  http://www.chalaom.com/forum/?id=88

 

รูป ToyCamera
โดย: ToyCamera
ตั้งเมื่อ: 12 ก.ย. 11

แสดงความคิดเห็น กับกระทู้ เอาเทคนิคการวัดแสงมาฝากกันจ้าอ่านแล้ววัดแสงแม่นๆใช้ได้จริงๆ

ผู้สนับสนุน

MTha! Talk Ads

สนใจติดต่อ 02-100-8111